{
"$type": "site.standard.document",
"bskyPostRef": {
"cid": "bafyreidawh5ca6m34evkh6m4mketj6xkr26acrjlpxp5gq6hxejbp2qqju",
"uri": "at://did:plc:46dtqwuc6bckm3ewbfuqlnxt/app.bsky.feed.post/3mgfpk3bmsvv2"
},
"path": "/node/149957",
"publishedAt": "2026-03-06T06:06:07.000Z",
"site": "https://www.blognone.com",
"tags": [
"คดีระหว่างกูเกิลและออราเคิล",
"สำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐฯ",
"ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ",
"แต่ต้องมีมนุษย์มีส่วนร่วมในส่วนที่แสดงออกอย่างเพียงพอ",
"อาศัยเพียงเอกสารสเปค public API",
"GitHub: chardet/chardet",
"lew"
],
"textContent": "ผู้สร้างโครงการโอเพนซอร์สโวย ผู้ดูแลโครงการเปลี่ยนไลเซนส์โดยอ้างว่าเขียนใหม่ด้วย AI แล้ว\n\nBody\n\nMark Pilgrim ผู้สร้างโครงการ chardet ไลบรารีสำหรับตรวจ encoding ของสตริง แสดงความไม่พอใจที่ทีมงานผู้ดูแลโครงการปัจจุบันเปลี่ยนไลเซนส์โครงการในเวอร์ชั่น 7.0.0 เป็น MIT จากเดิมที่โครงการโอเพนซอร์สแบบ LGPL มาตลอด โดยทีมงานผู้ดูแลปัจจุบันอ้างว่าทำได้ เพราะเขียนโครงการขึ้นใหม่ทั้งหมดด้วย AI\n\nข้อถกเถียงหลังจากการประกาศเปลี่ยนไลเซนส์และ Pilgrim มาขอให้เปลี่ยนไลเซนส์กลับแตกออกเป็นประเด็นถกเถียงทางกฎหมายมากมาย โดยเฉพาะประเด็นว่านักพัฒนามีสิทธิ์ทำได้หรือไม่ และ chardet เวอร์ชั่น 7.0.0 เป็นงานสร้างสรรค์แยกออกจากเวอร์ชั่นก่อนหน้าหรือไม่ การสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นใหม่โดยมี API เหมือนเดิมนั้นในสหรัฐฯ ได้รับความคุ้มครองว่าเป็นการใช้งานที่เป็นธรรม จากแนวทางการวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) ในคดีระหว่างกูเกิลและออราเคิล ที่กูเกิลพัฒนาจาวาเพื่อใช้งานในแอนดรอยด์ขึ้นใหม่\n\nอย่างไรก็ดีการใช้ AI เขียนโค้ดใหม่นั้นอาจจะถูกมองว่าเป็นการใช้เครื่องมือเพื่อแปลงโค้ดเดิมเฉยๆ ทำให้งานที่ได้ยังคงเป็นงานดัดแปลง (derivative work) ของงานเดิม และก่อนหน้านี้ทั้งสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐฯและศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็เห็นตรงกันว่างานจาก AI นั้นไม่มีลิขสิทธิ์ในตัวเอง แต่ต้องมีมนุษย์มีส่วนร่วมในส่วนที่แสดงออกอย่างเพียงพอ\n\nDan Blanchard ผู้ดูแลโครงการปัจจุบันออกมาชี้แจงว่ากระบวนการพัฒนาอาศัยเพียงเอกสารสเปค public API และชุดข้อมูลทดสอบเท่านั้น นอกจากนี้เขายังควบคุมกระบวนการพัฒนาต่อเนื่องไม่ได้ปล่อย Claude ทำงานรวดเดียว จากการตรวจสอบก็ยังพบว่าโค้ดเวอร์ชั่น 7.0.0 มีโครงสร้างต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้าอย่างมาก มีส่วนที่คล้ายไม่เกิน 1.29% เท่านั้น\n\nเหตุผลที่ Blanchard ต้องการเปลี่ยนไลเซนส์โครงการ chardet เพราะต้องการส่งเข้า Python Standard Library แต่จำเป็นต้องใช้ไลเซนส์ MIT หรือ BSD เท่านั้น\n\nที่มา - GitHub: chardet/chardet\n\nlew Fri, 06/03/2026 - 13:06",
"title": "ผู้สร้างโครงการโอเพนซอร์สโวย ผู้ดูแลโครงการเปลี่ยนไลเซนส์โดยอ้างว่าเขียนใหม่ด้วย AI แล้ว"
}